ดงตะแบงใหญ่ ป่าลึกชายแดน กับเรื่องเล่าที่คนไม่กล้าอยู่ยามค่ำ
ดงตะแบงใหญ่เป็นผืนป่าที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากหมู่บ้านชายแดน ติดแนวประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีป้าย ไม่มีเส้นทางชัดเจน และไม่ปรากฏชื่อในแผนที่ราชการ แต่กลับเป็นพื้นที่ที่คนในท้องถิ่นรู้จักกันดีในฐานะ “ดงที่ไม่ควรอยู่ตอนมืด”
ป่าผืนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นสะแบงขนาดใหญ่ ลำต้นสูงเสียดฟ้า แตกกิ่งก้านซ้อนทับกันแน่นจนแสงอาทิตย์ส่องลงพื้นได้เพียงริบหรี่ในเวลากลางวัน และเมื่อถึงกลางคืน ความมืดจะทึบแน่นจนหลายคนบอกว่า มันไม่ใช่ความมืดแบบป่าทั่วไป แต่เป็นความมืดที่เหมือนมีตัวตน
เรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ถูกถ่ายทอดโดยนางเพ็ง ญานดี หลานของพรายใหญ่ ผู้ซึ่งได้ฟังเรื่องนี้จากเฒ่าคง ตาของตน ชายผู้เคยเข้าไปในดงตะแบงใหญ่ และไม่เคยกลับเข้าไปอีกเลยตลอดชีวิต
ดงตะแบงใหญ่ในคำบอกเล่าของคนชายป่า
นางเพ็งเล่าว่า สมัยก่อน ดงตะแบงใหญ่เป็นแหล่งหาของป่าชั้นดี มีสัตว์ชุกชุม ทั้งหมูป่า เก้ง กวาง และนกหลากชนิด คนรุ่นก่อนเคยเข้าไปตั้งห้างพัก เฝ้าสัตว์กันตามฤดูกาล แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ได้นาน
เฒ่าคงเป็นหนึ่งในคนที่รู้จักป่าดีที่สุด เขารู้เสียงสัตว์ รู้จังหวะลม รู้ว่าคืนไหนควรเข้า คืนไหนควรออก แต่กับดงตะแบงใหญ่ เขากลับพูดเสมอว่า เป็นป่าที่ “ไม่เหมือนที่อื่น”
คำว่าไม่เหมือน ไม่ได้หมายถึงอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่ก้าวเข้าไป เหมือนมีใครบางอย่างมองอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม
ตำนานดงตะแบงลึกลับ คืนบนห้าง กับเสียงที่ทำให้ทั้งป่าหยุดหายใจ
คืนหนึ่ง เฒ่าคงเคยนั่งอยู่บนห้างพักกลางดง เป็นห้างไม้เตี้ย ๆ ไม่มีผนัง มีเพียงหลังคาบังฝนบางส่วน คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ความมืดรอบตัวหนาทึบจนเขาลองยกฝ่ามือขึ้นดูตรงหน้า แต่กลับไม่เห็นแม้เงานิ้วของตัวเอง
ในช่วงแรก เสียงป่ายังคงเป็นปกติ หรีดลิ่ง เรไร ดังระงมตามธรรมชาติ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากราวไพร เป็นเสียงหวีดยาว แหลม ลากเสียงออกมาเหมือนการร้องเรียก ไม่ใช่เสียงสัตว์ที่เฒ่าคงคุ้นเคยตลอดชีวิต
เสียงนั้นดังมาจากที่ไกล แล้วค่อย ๆ ใกล้เข้ามา โดยที่เฒ่าคงไม่สามารถระบุทิศทางได้แน่ชัด และในจังหวะเดียวกัน เสียงแมลงทั้งหมดในป่ากลับเงียบลงพร้อมกัน ราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียงทั้งผืนป่า
เฒ่าคงเล่าว่า ความเงียบนั้นน่ากลัวกว่าตอนมีเสียงเสียอีก เขาไม่กล้าลืมตา ไม่กล้าขยับตัว ได้แต่ข่มตาหลับ นั่งนิ่งอยู่บนห้าง ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า โดยไม่รู้ว่าเสียงนั้นอยู่ใกล้แค่ไหน
ตำนานดงตะแบงลึกลับ คำเตือนที่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน
เมื่อแสงแรกของเช้าวันถัดมาเริ่มลอดผ่านยอดไม้ เฒ่าคงรีบเก็บของและเดินออกจากดงตะแบงใหญ่ทันที โดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย ตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยเข้าไปในป่าผืนนั้นอีก และไม่เคยเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นอย่างละเอียดกับใคร
สิ่งเดียวที่เขาพูดซ้ำ ๆ คือคำเตือนสั้น ๆ ว่า หากไม่จำเป็น อย่าเข้าไปอยู่ในดงตะแบงใหญ่ตอนมืด
นางเพ็งเล่าว่า คำเตือนนี้ถูกส่งต่อมาหลายรุ่น แม้คนรุ่นใหม่จะไม่เชื่อเรื่องพรายหรือสิ่งลี้ลับเหมือนคนสมัยก่อน แต่ก็ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนเข้าไปค้างคืนในดงนั้นจริง ๆ
บางคนบอกว่า สิ่งที่เฒ่าคงเจออาจเป็นเพียงความกลัวในความมืด บางคนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกเรียกชื่อ ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่ดงตะแบงใหญ่ก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่ถูกเว้นไว้ให้ป่าอยู่กับความเงียบของมัน
ลี้ลับ แต่ให้โชคด้านตัวเลข
คนเฒ่าคนแก่แถบนั้นเล่าตรงกันว่า ดงตะแบงใหญ่ไม่ใช่ป่าที่ใครจะเข้าไปได้บ่อย ๆ
บางคนจำได้ว่า เฒ่าคงเข้าไปค้างอยู่เพียง คืนเดียว แต่กลับออกมาเปลี่ยนไป
เขานั่งเงียบอยู่นานเกือบ 3 วัน ก่อนจะยอมเล่าเพียงบางส่วนให้ลูกหลานฟัง
นางเพ็ง ญานดี เคยเล่าว่า ตอนยังเด็ก เธอจำได้ว่าตาคงมักจะนั่งมองไฟตะเกียงอยู่นาน
บางคืนก็นั่งดูจนดึกเกือบ สี่ทุ่มกว่า ทั้งที่ปกติจะเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
และทุกครั้งที่มีคนพูดถึงดงนั้น เขามักจะกำใบยาสูบไว้แน่น ราวกับนับอะไรในใจ
ชาวบ้านบางคนสังเกตว่า ต้นสะแบงใหญ่กลางดง มีรอยบากเก่า ๆ อยู่รอบลำต้น
นับคร่าว ๆ ได้ประมาณ 7 รอย ไม่รู้ว่าเป็นรอยมีดของคน หรือร่องรอยจากกาลเวลา
แต่ที่แปลกคือ รอยเหล่านั้นอยู่สูงจากพื้นราว 1 เมตรกว่า เท่ากันแทบทุกต้น
คืนที่เฒ่าคงอยู่บนห้าง เขาเล่าว่า เสียงหวีดนั้นดังขึ้นเป็นช่วง ๆ
เหมือนมีจังหวะ ไม่เร็วไม่ช้า นับได้ราว 2 ครั้ง ก่อนที่เสียงแมลงจะเงียบลง
หลังจากนั้น ความเงียบก็ยาวนานจนเขาคิดว่าเวลาผ่านไปเกือบ ครึ่งคืน
มีคนเฒ่าบางคนเคยพูดติดตลกว่า
ดงตะแบงใหญ่เป็นดงที่ “คนเข้าไป 9 คน จะออกมาแค่ 8”
แต่เมื่อถามว่าหายไปไหน คนพูดกลับหัวเราะแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที
ไม่รู้ว่าเป็นเพียงตัวเลขที่คนโบราณใช้ขู่เด็ก
หรือเป็นความบังเอิญที่ถูกเล่าซ้ำ ๆ จนติดหู
แต่จนถึงวันนี้ ตัวเลขเหล่านี้ก็ยังถูกพูดถึงทุกครั้งที่มีคนเอ่ยชื่อดงตะแบงใหญ่
สรุปว่า ดงตะแบงใหญ่ไม่ใช่แค่ป่าลึกติดชายแดน แต่เป็นเรื่องเล่าที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนชายป่า เป็นคำเตือนว่า บางคืนในความมืด อาจมีสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรเข้าไปเผชิญ และบางเรื่อง อาจปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องเล่าก็เพียงพอแล้ว



