เจ้พรศรี เจ้าของคาแคร์ดังสมุทรปราการ รับโชคแสนจากเลขลูกจ้างพม่าก่อนลาออกกลับบ้านเกิด
เช้าวันธรรมดา ที่กลายเป็นวันที่คนทั้งร้านพูดถึงไม่หยุด
เช้าวันหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ บรรยากาศของร้านล้างรถชื่อดังแห่งหนึ่งยังคงเหมือนทุกวัน เสียงน้ำ เสียงเครื่องฉีดแรงดัน และกลิ่นน้ำยาล้างรถที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือสีหน้าของ “เจ้พรศรี” เจ้าของร้านหญิงวัย 45 ปี ที่วันนี้ดูเงียบกว่าปกติ ทั้งที่ปกติแล้วใคร ๆ ต่างรู้กันดีว่าเธอเป็นคนพูดตรง ดุจริงเวลาเห็นงานไม่เรียบร้อย แต่ก็เป็นคนอารมณ์นักเลง ใจถึง และดูแลลูกจ้างไม่เคยขาด
ไม่มีใครรู้ในตอนนั้นว่า ข่าวดีบางอย่างกำลังจะกลายเป็นเรื่องเล่าที่แพร่ไปทั้งย่านในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
เจ้าของคาแคร์ถูกหวยรับแสน เจ้พรศรี สาวใหญ่ใจนักเลง ผู้สร้างคาแคร์จากศูนย์
เจ้พรศรีเริ่มต้นกิจการล้างรถจากเพิงเล็ก ๆ ข้างทางเมื่อกว่าสิบปีก่อน ผ่านช่วงที่ลูกค้าน้อย ช่วงเศรษฐกิจซบ และช่วงที่น้ำท่วมจนแทบตั้งหลักไม่ได้ แต่ด้วยนิสัยสู้ไม่ถอย ร้านคาแคร์ของเธอก็ค่อย ๆ เติบโต จนกลายเป็นร้านประจำของคนในพื้นที่
แม้บุคลิกภายนอกจะดูดุ เสียงดัง และพูดตรงแบบไม่อ้อมค้อม แต่ลูกจ้างหลายคนกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้พรศรีเป็นคนยุติธรรม ใครทำงานดีไม่เคยเอาเปรียบ และใครเดือดร้อนก็มักได้รับความช่วยเหลือเสมอ
นางหม่องต๊ะ ลูกจ้างพม่าที่ทำงานเหมือนคนในครอบครัว
หนึ่งในลูกจ้างที่ทำงานกับเจ้พรศรีมานานคือ “นางหม่องต๊ะ” หญิงชาวพม่าวัย 35 ปี ที่เริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่ยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ จากวันแรกที่ยังสื่อสารกันติดขัด จนวันนี้แทบไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก ก็รู้ใจเรื่องงาน
หลายคนในร้านเล่าว่า นางหม่องต๊ะเป็นคนขยัน เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด แต่ทำงานละเอียด และไม่เคยเกี่ยงงานหนัก ทำให้เจ้พรศรีไว้ใจเป็นพิเศษ จนแทบจะมอบหมายให้ดูแลหน้าร้านในวันที่เจ้พรศรีไม่อยู่
เจ้าของคาแคร์ถูกหวยรับแสน ก่อนลาออก มีความฝัน และตัวเลขที่พูดซ้ำไม่หยุด
ก่อนวันลาออกกลับบ้านเกิดไม่นาน นางหม่องต๊ะเริ่มเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังว่า เธอฝันซ้ำ ๆ หลายคืน เป็นภาพตัวเลขเดิมปรากฏในฝัน บางคืนฝันว่าเห็นกระดาษขาวพับไว้ในกระเป๋า บางคืนฝันว่าเห็นตัวเลขเขียนด้วยดินสอจาง ๆ
แม้เจ้พรศรีจะฟังแบบไม่คิดอะไรมาก เพราะตัวเองไม่ใช่คนงมงาย แต่ก็ไม่ได้ห้าม เมื่อรู้ว่านางหม่องต๊ะตั้งใจซื้อล็อตเตอรี่เลขนั้นไว้ และยังซื้อเผื่อให้เจ้พรศรีอีกหนึ่งใบ เป็นเลขเดียวกัน โดยพูดเพียงว่า
“ซื้อให้เจ้ เผื่อโชคดี”
วันที่ลูกจ้างกลับบ้าน แต่เลขยังอยู่
หลังจากนางหม่องต๊ะเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดไม่กี่วัน ร้านล้างรถก็กลับสู่ความเงียบตามปกติ เจ้พรศรีเองก็ยุ่งกับงาน จนแทบลืมเรื่องล็อตเตอรี่ที่วางไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน
จนกระทั่งวันที่ผลสลากออก มีลูกค้าประจำคนหนึ่งพูดขึ้นมาลอย ๆ เรื่องเลขที่ถูกรางวัล ทำให้เจ้พรศรีนึกขึ้นได้ และหยิบล็อตเตอรี่ออกมาดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไร
แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เธอนิ่งไปพักหนึ่ง เพราะเลขบนกระดาษใบนั้น ตรงกับผลสลากพอดี
เงินแสนที่ได้มา กับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เจ้พรศรียอมรับว่า ตอนรู้ว่าถูกรางวัลได้เงินแสน ใจไม่ได้เต้นแรงเหมือนที่คิด แต่กลับรู้สึกนิ่งและอุ่นอย่างประหลาด เหมือนเป็นของที่มีคนฝากไว้มากกว่าจะเป็นโชคฟลุคของตัวเอง
เธอบอกกับคนใกล้ตัวว่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญ หรือเป็นเพราะความผูกพันที่ทำงานร่วมกันมานาน แต่ก็อดคิดถึงนางหม่องต๊ะไม่ได้ โดยตั้งใจไว้ว่าจะติดต่อกลับไปแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้เป็นของขวัญก่อนเริ่มชีวิตใหม่
เลขที่คนแถวนั้นเริ่มพูดถึง
หลังเรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันออกไป คนในละแวกเริ่มพูดถึงตัวเลขชุดเดียวกันมากขึ้น บางคนย้อนกลับไปดูวันลาออก บางคนเอาไปโยงกับอายุของทั้งสองคน และบางคนก็เชื่อว่า เลขนี้อาจจะยังไม่หมดแรง
แม้จะไม่มีใครยืนยันได้ว่าเลขนี้จะให้โชคอีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ คนในพื้นที่เริ่มหันกลับไปตรวจสลากของตัวเองกันมากขึ้น เผื่อจะมีเรื่องบังเอิญแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับใครอีกคน
ความเชื่อเล็ก ๆ ที่ทำให้คนยังอยากลองเสี่ยงดู
เรื่องของเจ้พรศรีกับนางหม่องต๊ะ อาจไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่สำหรับหลายคน มันเป็นเรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นมากกว่าจะรู้สึกงมงาย เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์และน้ำใจระหว่างคนทำงานด้วยกัน
บางคนบอกว่า โชคอาจมาในวันที่เราไม่ได้คาดหวัง และบางทีตัวเลขที่ได้มา อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ของบางอย่างที่ถูกส่งต่อโดยไม่รู้ตัว
สรุปว่า
สรุปว่า เรื่องโชคแสนของเจ้พรศรี อาจจะเป็นเพียงความบังเอิญในสายตาของบางคน แต่สำหรับคนที่ได้ยินเรื่องนี้แล้วกลับไปหยิบสลากของตัวเองขึ้นมาตรวจ มันอาจเป็นแรงผลักเล็ก ๆ ให้เชื่อว่า บางครั้งโชคก็มาในรูปแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว และถ้าใครยังเก็บล็อตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า หรือในลิ้นชักโต๊ะทำงาน บางทีการลอง ตรวจผลสลาก ดูอีกครั้ง อาจทำให้เจอเรื่องที่ไม่คาดคิดเหมือนกันก็ได้



