เสียงเรียกกลางทาง ก่อนหลับใน นายจรูญพันธ์รอดตายอย่างหวุดหวิด
บางเหตุการณ์ ถ้าไม่เจอกับตัว คงยากจะอธิบายให้ใครเข้าใจ
นายจรูญพันธ์ หนุ่มใหญ่วัยกลางคน รูปร่างผอม ชาวอุดรธานี เล่าย้อนถึงคืนหนึ่งที่เกือบกลายเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต ระหว่างขับรถจากอุดรธานีมุ่งหน้าไปบุรีรัมย์ ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเกินกว่าจะฝืนไหว
ถนนยามค่ำคืนเงียบเกินไป ไฟหน้ารถส่องได้แค่เส้นขาวยาวเหยียดตรงหน้า
เขาบอกว่า ตอนนั้นไม่ได้ง่วงแบบรู้ตัว แต่เป็นอาการหลับในที่ค่อย ๆ ดึงสติให้หายไปทีละนิด
เสียงเครื่องยนต์ กลายเป็นเหมือนเสียงกล่อมให้หลับอย่างช้า ๆ
เสียงเรียกก่อนหลับใน เสียงตะคอกที่ปลุกสติ ก่อนรถพุ่งออกข้างทาง
นายจรูญพันธ์เล่าว่า ในเสี้ยววินาทีที่ดวงตากำลังจะปิดสนิท จู่ ๆ ก็มีเสียงตะคอกดังขึ้นชัดเจนราวกับมีใครนั่งอยู่ข้างหู
เป็นเสียงผู้ชาย น้ำเสียงหนัก แน่น และสั้น
คำเดียวที่เขาจำได้คือ “ตื่น!”
เขาสะดุ้งสุดตัว เหยียบเบรกแทบไม่ทัน
พวงมาลัยสะบัด รถเสียหลักไถลออกไปเกือบตกข้างทาง แต่ยังพอคุมรถให้หยุดได้ทัน
ถ้าช้ากว่านั้นเพียงไม่กี่วินาที เขายอมรับว่าคงไม่ได้นั่งเล่าเรื่องนี้อยู่ตรงนี้
ตอนนั้นหัวใจเต้นแรง มือสั่น เหงื่อออกทั้งที่อากาศเย็น
ความรู้สึกหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ “มันไม่ใช่แค่บังเอิญ”
แต่เขาก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าคืออะไร เพราะตัวเองก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้
หลังตั้งสติได้ เขาจอดรถข้างทาง สูดลมหายใจอยู่นาน
ก่อนตัดสินใจไม่ขับต่อในคืนนั้น และรอจนฟ้าสาง
เล่าให้พระฟัง ก่อนเสี่ยงโชคจากทะเบียนรถ
เช้าวันถัดมา นายจรูญพันธ์นำเหตุการณ์ทั้งหมดไปเล่าให้พระที่ตนนับถือฟัง
พระไม่ได้พูดอะไรยืดยาว เพียงบอกว่า บางครั้งคนเราก็มีสิ่งที่มองไม่เห็นคอยเตือน
จะเชื่อหรือไม่เชื่อ อยู่ที่ใจของเราเอง
คำนั้นติดอยู่ในหัวเขามาทั้งวัน
ไม่รู้ว่าเพราะความตื่นเต้น ความโล่งใจ หรือความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
เขาจึงลองนำเลขทะเบียนรถที่เกือบพาเขาไปสู่จุดจบ มาเสี่ยงโชคดู
เขาย้ำว่าไม่ได้คาดหวังอะไร แค่อยาก “จบเรื่องนี้ให้ใจมันสงบ”
สุดท้ายจะเป็นโชคหรือไม่เป็นโชค เขาก็พร้อมยอมรับ
สรุปคือ เรื่องของนายจรูญพันธ์ อาจไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเสียงนั้นคืออะไร
อาจเป็นสติที่เฮือกสุดท้าย หรืออาจเป็นสิ่งที่เกินกว่าคำอธิบาย
แต่สิ่งเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เสียงนั้น ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้
และบางครั้ง… แค่นั้นก็มากพอแล้ว สำหรับคำว่า “รอด”


