ผีเพื่อนให้โชคผีเพื่อนให้โชค

เรื่องเล่าเก่าที่คนรุ่นก่อนเล่าต่อกันมา จากยุคเริ่มต้นโรงหวยในสยาม

คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน เวลานั่งล้อมวงกันยามค่ำ มักมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับคนตาย วิญญาณ และเหตุการณ์ประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้

บางเรื่องเล่ากันเพียงไม่กี่ปีแล้วก็หายไปพร้อมกับคนรุ่นนั้น

แต่บางเรื่องกลับถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากปู่สู่ลูก จากพ่อสู่หลาน จนกลายเป็นเรื่องเล่าประจำถิ่นที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า จุดเริ่มต้นจริง ๆ อยู่ตรงไหน

หนึ่งในเรื่องที่คนรุ่นเก่าเคยเล่าต่อกันมา คือเรื่องของชายหนุ่มสองคนที่ชื่อว่า “คึกฤทธิ์” กับ “ก้องทรณี”

เรื่องราวของทั้งสองเริ่มขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังรู้จักกับ “โรงหวย” ในยุคต้นรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่หวยแบบจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมสยาม ก่อนที่ต่อมาจะพัฒนาเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้จักกันในชื่อ “หวย ก ข”

แต่เรื่องของคึกฤทธิ์กับก้องทรณีนั้น ไม่ได้เริ่มต้นที่โรงหวย

มันเริ่มต้นจากมิตรภาพของชายหนุ่มสองคน…

สองหนุ่มไทยร่างกายกำยำ

ผีเพื่อนให้โชค สองคู่หูแห่งชายป่า

ครั้งนั้นคึกฤทธิ์เป็นชายหนุ่มอายุราว 23 ปี รูปร่างกำยำแข็งแรง ผิวกร้านจากการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ส่วนก้องทรณี เพื่อนรักของเขา ก็มีรูปร่างไม่ต่างกันนัก

ทั้งสองสนิทสนมกันจนชาวบ้านแทบไม่เคยเห็นคนหนึ่งโดยไม่มีอีกคน

หากคึกฤทธิ์เดินไปตลาด ก้องทรณีก็มักเดินตามไปด้วย

หากก้องทรณีออกหาของป่า คึกฤทธิ์ก็มักสะพายย่ามเดินเคียงข้าง

ชาวบ้านจึงเรียกทั้งสองติดปากว่า “คู่หู”

บางคนถึงกับพูดเล่นว่า

“สองคนนี้ ถ้าจะหาให้เจอ ต้องหาเป็นคู่”

เพราะทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนกัน แต่ผ่านความลำบากมาด้วยกันมากมาย

ในยุคนั้น ผู้ชายที่ร่างกายแข็งแรงและมีความสามารถในการเดินป่าถือเป็นคนที่ชาวบ้านให้ความนับถือ เพราะป่ารอบหมู่บ้านไม่ได้เป็นสถานที่สำหรับเดินเล่นเหมือนในปัจจุบัน

พ้นเขตไร่นาและสวนผลไม้ไปไม่ไกล ก็เริ่มเป็นป่ารก

และหากเดินลึกเข้าไปอีกไม่กี่กิโลเมตร ก็จะเข้าสู่ป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า

คนที่ไม่รู้ทาง ไม่รู้จักต้นไม้ ไม่รู้วิธีหาอาหาร หรือไม่รู้วิธีเอาตัวรอด ย่อมไม่กล้าเดินเข้าไป

แต่สำหรับคึกฤทธิ์กับก้องทรณี ป่าแทบจะเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง

ทั้งสองรู้จักเห็ดป่า รู้จักรอยสัตว์ รู้จักแหล่งน้ำ และรู้ว่าตรงไหนควรพัก ตรงไหนไม่ควรเข้าใกล้

ที่สำคัญ ทั้งคู่ไม่ใช่คนขี้กลัว

บางครั้งยังสามารถออกไปค้างคืนในป่าได้โดยไม่เดือดร้อน

เช้าวันหนึ่งที่โรงหวยกำลังคึกคัก

ในช่วงเวลานั้น โรงหวยกำลังได้รับความสนใจจากผู้คนในสยาม

โรงหวยในยุคแรกมีลักษณะแตกต่างจากภาพสลากกินแบ่งที่คนยุคปัจจุบันคุ้นเคยอย่างมาก การเล่นมีรากมาจากรูปแบบของจีน และต่อมามีการนำอักษรไทยเข้ามากำกับเพื่อให้คนไทยเข้าใจตัวหวยได้ง่ายขึ้น จนเป็นที่รู้จักในชื่อ “หวย ก ข”

โรงหวยจึงกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนจากหลายชนชั้นแวะเวียนเข้ามา

เช้าวันนั้น คึกฤทธิ์กับก้องทรณีก็เดินผ่านตลาด

เสียงพ่อค้าแม่ขายดังไปทั่ว

กลิ่นอาหารลอยปะปนกับกลิ่นควันไฟ

ผู้คนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงหวย

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสองก็เห็นผู้คนแน่นขนัด

เสมียนนั่งอยู่ตามโต๊ะไม้ ก้มหน้าก้มตาเขียนโพย ขณะที่ผู้คนพากันพูดคุยถึงตัวหวยที่ตนเองคาดว่าจะออก

เหนือศีรษะของผู้คน มีกระบอกไม้ไผ่แขวนอยู่ด้วยเชือกและรอก

มันถูกแขวนไว้ให้ทุกคนมองเห็น

เพราะวิธีการดังกล่าวช่วยให้ผู้คนเห็นว่าตัวที่เตรียมไว้นั้นถูกเก็บไว้ในกระบอกและไม่สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ

ก้องทรณียืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ

“คนเต็มโรงเลยว่ะ”

คึกฤทธิ์ยิ้ม

“คนก็อยากรู้ว่าตัวไหนจะออก”

ทั้งสองยืนดูอย่างสนใจไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่น

แต่ไม่มีใครรู้ว่า เหตุการณ์ธรรมดาในเช้าวันนั้น จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานในเวลาต่อมา

คลิกรับโชคเพิ่ม

วันนั้นพวกเขาเข้าป่า

ช่วงบ่าย ทั้งสองเตรียมตัวออกจากหมู่บ้านเพื่อเข้าป่า

ฤดูนั้นมีเห็ดชนิดหนึ่งขึ้นตามชายป่า และชาวบ้านนิยมซื้อไปทำอาหาร

คึกฤทธิ์กับก้องทรณีจึงตั้งใจหาเห็ดมาขาย

“ถ้าได้เยอะ วันนี้คงได้เงินหลายอัฐ”

ก้องทรณีพูดพลางสะพายตะกร้า

คึกฤทธิ์หัวเราะ

“เอาให้ได้ก่อนเถอะ อย่าเพิ่งนับเงิน”

ทั้งคู่เดินลึกเข้าไปในป่า

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งแสงแดดเริ่มอ่อนลง

เสียงนกป่าเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงสัตว์ที่ออกหากินยามเย็น

และในตอนนั้นเอง…

พวกเขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง

“ช่วยด้วย!”

คึกฤทธิ์กับก้องทรณีหันมองหน้ากัน

เสียงนั้นดังมาจากด้านหน้า

โดยไม่คิดให้เสียเวลา ทั้งคู่รีบวิ่งไปตามเสียง

เมื่อพ้นแนวต้นไม้ พวกเขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังล้มอยู่กับพื้น

เบื้องหน้าของหญิงสาวคือ…

เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ผิดธรรมดา

มันกำลังเดินวนไปมา

หางสะบัดช้า ๆ

ดวงตาจับจ้องเหยื่อ

คึกฤทธิ์เห็นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตัดสินใจพุ่งเข้าไป

เขาคว้าตัวหญิงสาวแล้วลากออกจากแนวการกระโจน

ขณะเดียวกัน ก้องทรณีก็พุ่งเข้าหาเสืออย่างไม่ลังเล

เขาใช้มีดและอาวุธที่ติดตัวเข้าต่อสู้

เสียงคำรามดังสะเทือนไปทั่วป่า

แต่เสือตัวนั้นแข็งแรงเกินกว่าที่ทั้งสองคาดคิด

ก้องทรณีถูกมันกระแทกจนเสียหลัก

และในช่วงเวลาเพียงชั่วพริบตา…

เสือก็กระโจนเข้าใส่

เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก

คึกฤทธิ์ทำได้เพียงตะโกนชื่อเพื่อน

“ก้อง!”

แต่ทุกอย่างสายเกินไป

เมื่อความเงียบกลับคืนสู่ผืนป่า…

ก้องทรณีก็ไม่หายใจอีกแล้ว

ผีเพื่อนให้โชค เพื่อนที่จากไป แต่ไม่ยอมไปไหน

หลังจากวันนั้น คึกฤทธิ์เปลี่ยนไป

ชายหนุ่มที่เคยหัวเราะเสียงดัง กลายเป็นคนเงียบ

เขามักนั่งอยู่คนเดียว

บางครั้งเดินไปยังชายป่าที่ก้องทรณีเสียชีวิต

บางวันก็พูดกับอากาศราวกับมีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้า

ชาวบ้านถาม

“เอ็งพูดกับใครวะ?”

คึกฤทธิ์มักตอบเพียงว่า

“ก้องมันมา”

แรก ๆ ไม่มีใครเชื่อ

จนกระทั่งมีคนอื่นเริ่มเห็น

หญิงชราคนหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่งเห็นคึกฤทธิ์เดินกลับจากตลาด

แต่ด้านหลังของเขาเหมือนมีชายหนุ่มอีกคนเดินตามมา

เมื่อเธอเพ่งมอง…

ชายคนนั้นกลับไม่มีเงา

อีกคนหนึ่งบอกว่า เคยเห็นคึกฤทธิ์นั่งอยู่ริมคลอง แล้วมีชายอีกคนยืนอยู่ข้างหลัง

แต่พอเดินเข้าไปใกล้ กลับเหลือเพียงคึกฤทธิ์คนเดียว

ข่าวเริ่มแพร่ไปทั่วหมู่บ้าน

“ก้องทรณียังไม่ไปไหน”

บางคนบอกว่าเขาตายอย่างกะทันหัน จึงยังห่วงเพื่อน

บางคนบอกว่าเขาเป็นห่วงคึกฤทธิ์

ส่วนคึกฤทธิ์เองไม่เคยพูดว่ากลัว

ตรงกันข้าม เขากลับพูดอยู่เสมอว่า

“มันยังเป็นเพื่อนกู”

เงาที่เดินตามเพื่อน

หลังจากนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ประหลาดบ่อยขึ้น

เวลาคึกฤทธิ์เดินตลาด บางครั้งผู้คนจะเห็นชายอีกคนเดินอยู่ข้าง ๆ

เวลาคึกฤทธิ์ไปโรงหวย ก็มีคนเห็นเหมือนมีใครบางคนยืนอยู่ด้านหลัง

แต่คนคนนั้นกลับดูเลือนราง

ราวกับถูกหมอกบาง ๆ ปกคลุม

ที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ…

คึกฤทธิ์เริ่มถูกหวยบ่อยขึ้น

คนในหมู่บ้านจึงเริ่มพูดกันว่า

“ก้องมันบอกหวยให้เพื่อน”

คึกฤทธิ์ไม่เคยยอมรับในตอนแรก

แต่เมื่อถูกถามซ้ำ ๆ เขาจึงเล่าเรื่องหนึ่งออกมา

เขาบอกว่า ในคืนก่อนหวยออก มักได้ยินเสียงแผ่ว ๆ ข้างหู

บางครั้งเป็นเพียงคำสั้น ๆ

บางครั้งเป็นเสียงที่ฟังไม่ชัด

แต่ในบางคืน…

เขากลับได้ยินตัวเลขหรือตัวอักษรอย่างชัดเจน

คึกฤทธิ์บอกว่าเสียงนั้นคล้ายเสียงของก้องทรณี

“มันไม่ได้มาบอกทุกครั้ง”

เขาเคยพูดกับชาวบ้าน

“แต่มันจะมาในคืนที่มันอยากให้กูรู้”

โรงหวยกับตัวเลข

โรงหวยกับตัวเลขจากคนตาย

เรื่องของคึกฤทธิ์จึงเริ่มแพร่ไปพร้อมกับความนิยมของโรงหวย

ผู้คนสมัยนั้นต่างพยายามตีความสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้เป็นเค้าลาง บางคนเอาความฝัน เหตุการณ์ประหลาด หรือสัตว์ที่พบเห็นมาตีความเป็นตัวหวย

แต่เรื่องของคึกฤทธิ์นั้นต่างออกไป

เพราะชาวบ้านเชื่อว่า…

เขาไม่ได้ตีความจากความฝัน

แต่มี “เพื่อนที่ตายไปแล้ว” คอยกระซิบบอก

ยิ่งคึกฤทธิ์ถูกบ่อย เรื่องก็ยิ่งแพร่

บางคนถึงกับมานั่งรอเขาหน้าเรือน

บางคนถามตรง ๆ

“เมื่อคืนก้องมาหรือเปล่า?”

คึกฤทธิ์ไม่ตอบ

เพียงแต่ยิ้ม

แล้วพูดว่า

“ถ้ามันอยากให้รู้ เดี๋ยวกูก็รู้เอง”

ผีเพื่อนให้โชค คืนหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าลืม

มีอยู่คืนหนึ่ง คึกฤทธิ์กลับจากโรงหวยเร็วกว่าปกติ

เขานั่งอยู่หน้าบ้านคนเดียว

ภรรยาของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันสังเกตเห็นว่า คึกฤทธิ์เอาแต่จ้องไปยังทางเดินเข้าป่า

นางถาม

“มองอะไรอยู่?”

คึกฤทธิ์ตอบเบา ๆ

“ก้องมันยืนอยู่ตรงนั้น”

หญิงคนนั้นหันไปมอง

ไม่เห็นใคร

เมื่อหันกลับมา คึกฤทธิ์ยังคงจ้องอยู่

“มันบอกอะไรเอ็ง?”

คึกฤทธิ์เงียบอยู่นาน

ก่อนตอบว่า

“มันบอกว่า…ไม่ต้องกลัว”

คืนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่รุ่งเช้า คึกฤทธิ์กลับไปที่โรงหวย

และในวันนั้นเอง เขาก็ได้ตัวหวยตามที่เสียงกระซิบบอก

ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว

จากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่ง

จากตลาดไปโรงหวย

จากโรงหวยไปคนในชุมชนอื่น

จนเรื่องของชายหนุ่มที่มีวิญญาณเพื่อนคอยตาม กลายเป็นเรื่องเล่าที่คนพูดถึงกันไปทั่ว

ไม่มีใครรู้ว่าก้องทรณีต้องการอะไร

บางคนเชื่อว่า วิญญาณของก้องทรณียังคงอยู่เพราะห่วงเพื่อน

บางคนเชื่อว่า เขาเพียงต้องการตอบแทนคึกฤทธิ์ที่พยายามช่วยชีวิตเขาในวันนั้น

แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า…

บางทีคึกฤทธิ์อาจไม่ได้เห็นผีเลย

อาจเป็นเพียงความคิดถึงเพื่อนที่มากเกินไป

หรือความเศร้าจากการสูญเสียคนสำคัญ จนทำให้เขารู้สึกเหมือนก้องทรณียังเดินอยู่ข้าง ๆ

ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้

และนั่นเองทำให้เรื่องนี้ยังคงเป็น “เรื่องเล่า”

ไม่ใช่ประวัติศาสตร์

ไม่ใช่หลักฐาน

แต่เป็นเรื่องที่คนรุ่นหนึ่งเล่าให้คนอีกรุ่นฟัง

ผีเพื่อนให้โชค ตำนานที่ยังเดินทางต่อ

เวลาผ่านไป โรงหวยในสยามก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากรูปแบบหวยจีนในช่วงแรก มีการใช้อักษรไทยกำกับจนกลายเป็นหวย ก ข ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมสยาม

แต่ชื่อของคึกฤทธิ์กับก้องทรณีกลับยังอยู่ในคำบอกเล่าของคนบางกลุ่ม

คนเฒ่าคนแก่บางคนยังเล่าว่า หากเดินผ่านชายป่าในช่วงใกล้ค่ำ อาจได้ยินเสียงชายสองคนพูดคุยกัน

บางครั้งเหมือนมีคนเดินตามหลัง

บางครั้งได้ยินเสียงหัวเราะ

และถ้าใครหันกลับไป…

อาจเห็นชายหนุ่มสองคนเดินเคียงกันอยู่ไกล ๆ

คนหนึ่งเดินอยู่ในแสงแดด

ส่วนอีกคนหนึ่ง…

เดินอยู่ในเงามืด

ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่

แต่มีคำพูดหนึ่งที่ผู้เฒ่าในหมู่บ้านมักทิ้งท้ายเสมอว่า

“คนตายอาจจากโลกไป แต่คนที่ยังรักกัน บางครั้งก็ไม่ได้จากกันไปพร้อมกับความตาย”

และถ้าตำนานเรื่องนี้มีความจริงอยู่เพียงเสี้ยวหนึ่ง…

บางทีในเช้าวันหวยออก ณ โรงหวยเก่าแห่งหนึ่งของสยาม

ท่ามกลางเสียงผู้คน เสียงเสมียนเขียนโพย และกระบอกไม้ไผ่ที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ

อาจมีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ในฝูงชน

คนหนึ่งยังมีลมหายใจ

อีกคนหนึ่ง…

อาจไม่มีอีกแล้ว

แต่ทั้งคู่ยังคงยืนเคียงข้างกันเหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิต

เพราะสำหรับคึกฤทธิ์แล้ว ก้องทรณีไม่เคยเป็นเพียง “เพื่อนตาย”

เขายังคงเป็น…

“เพื่อนที่มาเที่ยวด้วย”

By Ly Pop

ทันข่าวใหม่ ใส่ใจรายละเอียด ไม่พลาดทุกชั่วโมง