ทอดแหเจอพระพุทธรูปทอดแหเจอพระพุทธรูป

Table of Contents

ลุงต๋อย วัย 62 ปี ทอดแหเจอพระพุทธรูปโบราณกลางแม่น้ำอยุธยา ชาวบ้านร่วมอัญเชิญประดิษฐานในอุโบสถ เชื่อเป็นสิริมงคลทั้งตำบล

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำลำคลองทอดผ่านจำนวนมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังคงประกอบอาชีพหาปลาด้วยวิถีดั้งเดิม โดยเฉพาะการทอดแหในช่วงเช้าหรือช่วงสายที่กระแสน้ำกำลังนิ่ง

หนึ่งในชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้มานานกว่า 40 ปี คือ ลุงต๋อย อายุ 62 ปี ชายผู้เป็นที่รู้จักในหมู่บ้านว่าเป็นคนทอดแหฝีมือดี สามารถหาปลาได้แทบทุกวันจากแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

แต่เช้าวันหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่ไม่มีใครในหมู่บ้านคาดคิด เมื่อการทอดแหเพียงครั้งเดียว นำไปสู่การค้นพบพระพุทธรูปโบราณที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีอายุหลายร้อยปี และกลายเป็นเรื่องเล่าที่พูดถึงไปทั้งตำบล

ศักดิ์สิทธิ์พระพุทธรูปโบราณอายุราว 500 ปี

เช้าวันธรรมดาที่กลายเป็นเหตุการณ์ไม่ธรรมดา

ลุงต๋อยออกเรือหาปลาตั้งแต่ช่วงเช้าเหมือนทุกวัน พร้อมกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกหลายลำที่กระจายกันทอดแหอยู่คนละจุดตามแนวแม่น้ำ

ช่วงเวลาประมาณเก้าโมงกว่า ๆ แสงแดดเริ่มส่องลงผิวน้ำ ลุงต๋อยเลือกจุดที่เคยทอดแหเป็นประจำ เพราะบริเวณนี้มักมีปลาตะเพียน ปลานิล และปลากดอาศัยอยู่จำนวนมาก

เขาเหวี่ยงแหออกไปสุดแรงตามความเคยชิน ก่อนปล่อยให้แหจมลงตามจังหวะกระแสน้ำ

ตอนแรกทุกอย่างเป็นปกติ แต่เมื่อเริ่มดึงแหกลับขึ้นมา เขากลับรู้สึกว่าแหหนักผิดปกติ

“ตอนแรกนึกว่าปลาตัวใหญ่ติดหลายตัว แต่ยิ่งดึงยิ่งไม่ขึ้น เหมือนมีอะไรมาถ่วงไว้ใต้แม่น้ำ” ลุงต๋อยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เขาพยายามดึงอยู่หลายครั้ง แต่แหยังคงติดแน่น

เพื่อนร่วมอาชีพพายเรือเข้ามาช่วย

เมื่อเห็นลุงต๋อยพยายามดึงแหอยู่นาน เพื่อนชาวประมงที่ทอดแหอยู่ใกล้ ๆ ต่างพายเรือเข้ามาดู

ลุงสมชาย อายุ 58 ปี ซึ่งหาปลาอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เล่าว่า

“ผมเห็นเรือลุงต๋อยหยุดนิ่งนานผิดปกติ ก็เลยพายเข้าไปถาม นึกว่าแหเกี่ยวตอไม้หรือรากไม้ใต้แม่น้ำ เพราะแถวนั้นเคยมีต้นไม้ใหญ่ล้มเมื่อหลายปีก่อน”

อีกคนคือ พี่มนัส อายุ 49 ปี บอกว่า ทุกคนช่วยกันดึงแหอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่ขยับ

“หนักมากครับ ดึงพร้อมกันสามคนยังไม่ขึ้น เลยบอกลุงว่าอย่าฝืน เดี๋ยวแหขาด”

ชาวประมงหลายคนเริ่มมองลงไปในน้ำ แต่ด้วยความขุ่นของแม่น้ำ จึงไม่สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ด้านล่างได้

ลุงต๋อยตัดสินใจดำน้ำลงไปดูด้วยตัวเอง

หลังจากพยายามดึงอยู่หลายนาที ลุงต๋อยตัดสินใจถอดเสื้อ กระโดดลงน้ำเพื่อดูว่าแหติดอะไร

กระแสน้ำไม่แรงมาก แต่พื้นแม่น้ำมีโคลนและตะไคร่น้ำจำนวนมาก

เขาคลำตามเชือกแหลงไปจนถึงจุดที่ติดอยู่ ก่อนสัมผัสกับวัตถุแข็งที่มีลักษณะคล้ายหิน

“พอปัดโคลนออกนิดหนึ่ง ผมเห็นเป็นพระพักตร์ของพระพุทธรูป ตอนนั้นขนลุกเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีพระอยู่กลางแม่น้ำ”

ลุงต๋อยรีบโผล่ขึ้นมาบอกเพื่อนบนเรือ

คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ

“ไม่ใช่ตอไม้… เป็นพระพุทธรูป”

ช่วยกันนำพระขึ้นจากแม่น้ำ

ชาวประมงทั้งหมดช่วยกันปลดแหออกจากองค์พระอย่างระมัดระวัง ก่อนใช้เชือกผูกและค่อย ๆ ยกขึ้นมาบนเรือ

องค์พระมีขนาดไม่ใหญ่นัก สูงประมาณครึ่งเมตรกว่า ๆ น้ำหนักราว 20–30 กิโลกรัม สามารถใช้คนเพียงคนเดียวอุ้มได้ แต่ต้องออกแรงพอสมควร

สภาพองค์พระเต็มไปด้วยคราบดิน ตะไคร่น้ำ และคราบสนิมตามกาลเวลา แต่ยังคงเห็นรายละเอียดของพระพักตร์และฐานรองได้อย่างชัดเจน

เมื่อเรือกลับถึงท่าน้ำ ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำต่างพากันมามุงดูด้วยความสนใจ

ข่าวแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณอายุราว 500 ปี

หลังจากทำความสะอาดเบื้องต้น หลายคนสังเกตเห็นลวดลายขององค์พระที่ดูเก่าแก่

ผู้สูงอายุในหมู่บ้านบางคนให้ความเห็นว่า ลักษณะศิลปกรรมคล้ายพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนต้น จึงมีการพูดกันว่าอาจมีอายุราว 500 ปี

ยายละเอียด อายุ 74 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก เล่าว่า

“ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าว่า สมัยก่อนแถวนี้มีวัดเก่าอยู่ริมน้ำ แล้วน้ำกัดเซาะพังลงแม่น้ำ แต่ไม่มีใครรู้ว่าพระหายไปไหน”

แม้จะยังไม่มีการตรวจสอบทางโบราณคดี แต่เรื่องเล่านี้ก็ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเชื่อมโยงการค้นพบกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่

คลิกรับโชคเพิ่ม

อัญเชิญประดิษฐานในอุโบสถวัดประจำหมู่บ้าน

หลังจากปรึกษาผู้นำชุมชนและคณะกรรมการวัด ชาวบ้านมีมติร่วมกันให้อัญเชิญพระพุทธรูปไปเก็บรักษาไว้ใน อุโบสถวัดประจำหมู่บ้าน เพื่อความเหมาะสม

มีการจัดพิธีอัญเชิญอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความศรัทธา

ชาวบ้านช่วยกันจัดดอกไม้ ธูป เทียน และเครื่องสักการะตลอดทางเข้าวัด

เสียงสวดพระพุทธมนต์ดังขึ้นภายในอุโบสถ ขณะที่องค์พระถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่นบูชาขนาดพอเหมาะ

หลายคนพนมมือด้วยความสงบ บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง

ผู้คนเดินทางมากราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส

หลังการประดิษฐานไม่นาน ชาวบ้านจากพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มเดินทางมาที่วัดเพื่อกราบสักการะองค์พระ

บรรยากาศภายในอุโบสถเต็มไปด้วยผู้คนที่นำดอกบัว พวงมาลัย และธูปเทียนมาถวาย

นางสาวพิมพ์ชนก อายุ 35 ปี ชาวบ้านในตำบลใกล้เคียง กล่าวว่า

“ตั้งใจมาทำบุญอยู่แล้ว พอรู้ว่ามีการอัญเชิญพระพุทธรูปเก่ามาประดิษฐาน ก็เลยแวะมากราบ ขอพรให้ครอบครัวมีความสุข”

ด้าน นายประยูร อายุ 67 ปี บอกว่า

“จะจริงหรือไม่จริงเรื่องอายุขององค์พระ ผมก็ยังศรัทธาในพระพุทธศาสนา การมากราบพระก็เป็นกำลังใจอย่างหนึ่ง”

หลายครอบครัวพาบุตรหลานมาร่วมทำบุญ เพราะเชื่อว่าเป็นโอกาสดีในการปลูกฝังเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม

ชาวประมงมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม

สำหรับเพื่อนร่วมอาชีพของลุงต๋อย เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงกันทุกครั้งเมื่อออกเรือหาปลา

พี่มนัส เล่าพร้อมหัวเราะว่า

“วันนั้นถ้าแหขาด คงไม่มีใครรู้ว่ามีพระอยู่ข้างล่าง”

ลุงสมชาย เสริมว่า

“ทำอาชีพนี้มาสามสิบกว่าปี เคยติดทั้งตอไม้ ทั้งโอ่ง ทั้งจักรยาน แต่ไม่เคยติดพระพุทธรูปเลย”

หลายคนมองว่าเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

ประมงพื้นบ้านจังหวัดอยุธยา

เรื่องเล่าที่กลายเป็นศูนย์รวมกำลังใจของชุมชน

หลังจากองค์พระถูกประดิษฐานในอุโบสถ วัดกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนแวะเวียนมาทำบุญมากขึ้น

คณะกรรมการวัดเริ่มจัดพื้นที่ให้เหมาะสม มีป้ายบอกเล่าเรื่องราวการค้นพบ และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์โบราณวัตถุและสถานที่ทางศาสนา

ชาวบ้านหลายคนบอกว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องโชคลาภ แต่คือการที่คนในชุมชนกลับมาร่วมมือกันทำกิจกรรมของวัดมากขึ้น

เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ประวัติของหมู่บ้าน ผู้สูงอายุมีพื้นที่พบปะพูดคุย และวัดกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ทอดแหเจอพระพุทธรูป ความเชื่อเรื่องโชคลาภเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ภายหลังการค้นพบ มีผู้คนจำนวนหนึ่งเดินทางมากราบไหว้พร้อมขอพรเรื่องการงาน การค้าขาย และโชคลาภ ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเกี่ยวกับการขอพรหรือโชคลาภจากพระพุทธรูปเป็น ความเชื่อส่วนบุคคล และไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ใด ๆ โดยตรง

หลายคนที่มาวัดย้ำตรงกันว่า สิ่งที่ได้รับคือความสบายใจและกำลังใจจากการทำบุญและปฏิบัติธรรม

สรุปเรื่องราวลุงต๋อยทอดแหเจอพระพุทธรูปโบราณ

เรื่องราวของลุงต๋อย ชาวประมงวัย 62 ปี ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนริมแม่น้ำที่ผูกพันกับธรรมชาติและชุมชน แม้เหตุการณ์จะเริ่มต้นจากการทอดแหหาปลาตามปกติ แต่กลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทั้งตำบล

จากองค์พระที่จมอยู่ใต้แม่น้ำมายาวนาน สู่การอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในอุโบสถวัดประจำหมู่บ้าน เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความศรัทธา และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน

By Ly Pop

ทันข่าวใหม่ ใส่ใจรายละเอียด ไม่พลาดทุกชั่วโมง