จากเด็กไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ สู่คืนเงียบ ๆ ที่ทำให้นักศึกษาม.ขอนแก่นเริ่มมองพญานาคต่างไป
ช่วงปลายฝนต้นหนาวของขอนแก่น มหาวิทยาลัยดูเงียบลงกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงเย็นหลังหกโมง นักศึกษาหลายคนเริ่มแยกย้ายกลับหอ บางคนก็นั่งทำรายงานอยู่ตามร้านกาแฟรอบมหาวิทยาลัย
โทนิก นักศึกษาชั้นปี 4 ใช้ชีวิตไม่ต่างจากเด็กมหาลัยทั่วไป
กลางวันเรียน เย็นทำโปรเจกต์ กลางคืนบางวันก็ออกไปนั่งกินหมูกระทะกับเพื่อน หรือไม่ก็นั่งคุยกันยาวตรงลานหน้าหอพักจนดึก เขาเป็นคนง่าย ๆ ไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวง เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเรื่องเล่าลี้ลับที่คนชอบพูดต่อกัน
ถ้ามีใครเปิดประเด็นเรื่องพญานาค หรือเรื่องเหนือธรรมชาติในวง เขามักนั่งฟังเงียบ ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องในตอนท้ายเสมอ
สำหรับโทนิก ทุกอย่างควรมีเหตุผลมากกว่า “ความเชื่อ”
น.ศ.ม.ขอนแก่นกับพญานาค เย็นวันหนึ่ง เพื่อนสาวชวนไปวัดดังใกล้เมืองขอนแก่น
ทุกอย่างเริ่มจากวันธรรมดาวันหนึ่ง
หลังส่งงานกลุ่มเสร็จ เพื่อนสาวในกลุ่มชื่อมินชวนทุกคนขับรถออกไปไหว้พระที่วัดแห่งหนึ่งนอกตัวเมือง วัดนั้นมีองค์พญานาคราชขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางลาน คนในพื้นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่มักมีคนเดินทางไปกราบไหว้ไม่ขาดสาย
ตอนแรกโทนิกไม่อยากไป
เขาอยากกลับหอไปนอนมากกว่า เพราะก่อนหน้านั้นแทบไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาหลายวัน แต่สุดท้ายก็ยอมไปเพราะเพื่อนในกลุ่มชวนกันครบ
ระหว่างทาง ทุกคนคุยเล่นกันตามประสาเด็กมหาลัย
เสียงเพลงดังเบา ๆ จากในรถปนกับเสียงหัวเราะ มินเล่าว่าตัวเองเคยมาที่วัดนี้ตอนเครียดเรื่องครอบครัว แล้วหลังจากนั้นอะไรหลายอย่างก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครพยายามพิสูจน์อะไร
บรรยากาศมันเป็นแบบนั้นเอง เหมือนทุกคนแค่กำลังหาที่สบายใจในช่วงชีวิตที่เหนื่อยกับอนาคต
องค์พญานาคราชกลางแสงเย็น กับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
พอไปถึงวัด ฟ้ากำลังเปลี่ยนสีพอดี
แสงช่วงเย็นสะท้อนกับองค์พญานาคราชสีทองจนดูเด่นกว่าที่คิด ลมเย็นพัดผ่านลานวัดเบา ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอากาศค่อนข้างอบอ้าว
โทนิกยืนมองอยู่นานกว่าปกติ
ไม่ใช่เพราะศรัทธา แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่าบรรยากาศตรงนั้นเงียบแปลก ๆ เหมือนทุกคนพูดเบาลงโดยไม่ได้นัดกัน แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นที่เดินเข้ามาทีหลังก็ยังดูสงบกว่าข้างนอกวัด
มินหยิบธูปให้เขาแล้วพูดขำ ๆ ว่า
“ลองขออะไรดูสิ อย่างน้อยก็ถือว่ามาแล้ว”
โทนิกรับมาแบบเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนยกมือไหว้เงียบ ๆ
ไม่มีคำขอพิเศษอะไร
เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้น หลับตาสั้น ๆ แล้วปล่อยให้หัวสมองที่วุ่นวายมาตลอดหลายเดือนเงียบลงครั้งแรก
ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกเหมือนได้พักจริง ๆ
น.ศ.ม.ขอนแก่นกับพญานาค คืนหลังกลับจากวัด เหตุการณ์บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด
หลังจากวันนั้น โทนิกเริ่มเปลี่ยนไปแบบที่เพื่อนสังเกตได้
จากคนที่ชอบเก็บตัวและอารมณ์เสียเพราะงานเรียน เขากลับดูใจเย็นขึ้น เวลานั่งรวมกลุ่มก็ฟังคนอื่นมากขึ้น บางคืนยังชวนเพื่อนออกไปกินข้าวเอง ทั้งที่ปกติจะหายเข้าหอทันทีหลังเลิกเรียน
แต่สิ่งที่เขาไม่ได้เล่าให้ใครฟังคือ ช่วงดึกหลายคืน เขามักฝันถึงสถานที่เดิมซ้ำ ๆ
เป็นทางเดินเงียบ ๆ ริมน้ำ
ไม่มีเสียงคน ไม่มีบทสนทนา มีแค่ลมเย็นกับเงาสะท้อนบนผิวน้ำที่นิ่งเกินจริง
เขาไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับวัดวันนั้นหรือเปล่า
แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา ความรู้สึกในใจกลับสงบอย่างประหลาด เหมือนความกังวลเรื่องอนาคต เรื่องเรียน หรือเรื่องชีวิตหลังเรียนจบ ถูกวางลงชั่วคราว
บางคืนเขายังเผลอเปิดโทรศัพท์ดูรูปองค์พญานาคราชที่เพื่อนถ่ายไว้ ทั้งที่เมื่อก่อนแทบไม่สนใจอะไรแบบนี้เลย
จากคนไม่เชื่อ วันนี้กลับกลายเป็นคนที่แวะไปวัดเงียบ ๆ คนเดียว
หลายเดือนผ่านไป โทนิกเริ่มแวะไปวัดนั้นบ่อยขึ้น
บางครั้งไปคนเดียวหลังเลิกเรียน บางครั้งก็แค่นั่งเงียบ ๆ อยู่ริมลานวัดโดยไม่ได้ทำอะไร เขาไม่ได้กลายเป็นคนงมงาย และยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เรียน ทำงานพิเศษ และออกไปกินข้าวกับเพื่อนตามปกติ
แต่ลึก ๆ แล้ว เขายอมรับกับตัวเองว่าโลกอาจมีบางอย่างที่อธิบายด้วยเหตุผลอย่างเดียวไม่ได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศ ความเหนื่อยของชีวิต หรือความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นกันแน่
แต่ตั้งแต่วันแรกที่ยืนอยู่ต่อหน้าองค์พญานาคราช เขาก็ไม่เคยกลับไปเป็นคนเดิมอีกเลย
และทุกครั้งที่มีเพื่อนถามว่าเชื่อเรื่องพญานาคไหม
โทนิกมักตอบสั้น ๆ แค่เพียงว่า
“เมื่อก่อนเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ตอนนี้…ผมว่าบางอย่างต้องเจอกับตัว ถึงจะเข้าใจจริง ๆ”



