เกษตรกรไม่หวั่นสงครามเกษตรกรไม่หวั่นสงคราม

เกษตรกรสวนผสมไม่หวั่นสงคราม เลือกพึ่งตนเองก่อนใคร

เช้าวันอังคารราวเจ็ดโมง ท่ามกลางสายหมอกบาง ๆ ที่ลอยคลออยู่เหนือแปลงผักเล็ก ๆ ในอำเภอหนึ่งของจังหวัด ยโสธร ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “นายสงวนสัตย์” ชาวบ้านเกษตรกรวัยกลางคน ผู้ซึ่งหลายคนในหมู่บ้านเรียกว่าเป็นคนคิดไกล

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ข่าวคราวความตึงเครียดระหว่างประเทศใหญ่ ๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ถูกพูดถึงแทบทุกวันในสื่อออนไลน์ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มกังวลว่า หากสถานการณ์ลุกลาม ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง ของใช้จำเป็นอาจขาดตลาด และปรากฏการณ์ “กักตุนอาหาร” อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

แต่ในขณะที่บางครอบครัวเริ่มซื้อข้าวสารบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเก็บไว้เต็มบ้าน นายสงวนกลับยืนรดน้ำผักอย่างสงบ สีหน้าไม่แสดงความหวั่นไหวแม้แต่น้อย

บทเรียนจากความไม่แน่นอนของโลก

เกษตรกรไม่หวั่นสงคราม มองเห็นก่อนที่ใครจะพูดถึง

“ผมไม่ได้รอให้ข่าวมาบอกครับ” นายสงวนเล่าพลางชี้ไปที่แปลงผักคะน้าและพริกที่กำลังแตกยอดอ่อน “ผมดูแนวโน้มมาหลายปีแล้ว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ น้ำมันขึ้น ของแพง ผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าวันหนึ่งตลาดสะดุด เราจะอยู่ยังไง”

พื้นที่ประมาณหนึ่งงานของเขาถูกออกแบบเป็น “สวนผสม” อย่างตั้งใจ มีไม้ผลยืนต้นให้ร่มเงา ทั้งมะม่วง กล้วย ฝรั่ง แซมด้วยผักสวนครัวตามฤดูกาล ใต้ต้นไม้มีบ่อดินขนาดย่อมเลี้ยงปลาดุกและปลานิล ส่วนมุมหนึ่งของรั้วเป็นเล้าไก่ไข่ที่ออกไข่ทุกวัน

“ผมไม่ได้รวย แต่ผมอยากมั่นคง” เขากล่าวเรียบ ๆ “ถ้าสงครามมันเกิดจริง สิ่งแรกที่คนจะทำคือแห่ซื้อของกิน ผมเลยคิดกลับกันว่า ทำไมไม่ปลูกเองตั้งแต่วันนี้”

จากแปลงผักเล็ก ๆ สู่ความอุ่นใจของครอบครัว

ในวันที่ข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงไหลผ่านหน้าจอโทรศัพท์ ผู้คนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคต แต่สำหรับครอบครัวของนายสงวน บรรยากาศในบ้านยังคงเป็นปกติ

ภรรยาของเขาเล่าว่า ช่วงที่ราคาหมูและไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ครอบครัวแทบไม่ได้รับผลกระทบ เพราะมีไข่จากเล้าไก่ และปลาจากบ่อไว้บริโภคเอง

“เราอาจไม่ได้กินหรู แต่เรากินอิ่ม และสบายใจ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ลูกชายคนโตช่วยดูแลบ่อปลา ส่วนลูกสาวช่วยเก็บผักส่งให้เพื่อนบ้านในราคาย่อมเยา เป็นการแบ่งปันมากกว่าการค้ากำไรสูง “ถ้าวันหนึ่งตลาดปิดจริง ๆ อย่างน้อยบ้านเราก็ยังมีข้าว มีผัก มีไข่ มีปลา” นายสงวนย้ำ

ไม่พึ่งกลไกตลาดมากเกินไป

แนวคิดของนายสงวนไม่ใช่การตัดขาดจากตลาดโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการ “ลดการพึ่งพา” ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมยังไปตลาดนะครับ ยังซื้อของบางอย่างที่ปลูกเองไม่ได้ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ปกติ อย่างน้อย 60–70 เปอร์เซ็นต์ของอาหารในบ้านมาจากพื้นที่ของเราเอง”

เขาเชื่อว่า ภัยจากสงครามในบริบทของประเทศไทย อาจไม่ใช่ระเบิดหรือเสียงปืน แต่เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ และราคาสินค้าที่พุ่งสูง “ผมกลัวของแพงมากกว่ากลัวระเบิด” เขาพูดติดตลกเล็กน้อย

คลิกรับโชคเพิ่ม

เกษตรกรไม่หวั่นสงคราม บทเรียนจากความไม่แน่นอนของโลก

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเป้าหมายทางทหารโดยตรง แต่ความผันผวนของตลาดโลกสามารถส่งแรงสะเทือนมาถึงครัวเรือนเล็ก ๆ ได้เสมอ นายสงวนจึงมองว่าการเตรียมตัวล่วงหน้า คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

“คนเราคุมโลกไม่ได้ แต่คุมแปลงผักตัวเองได้” เขาพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ

หลายคนในหมู่บ้านเริ่มขอคำแนะนำเรื่องการทำสวนผสม บางบ้านเริ่มปลูกผักรอบรั้ว บางบ้านขุดบ่อเลี้ยงปลาเล็ก ๆ ตามกำลัง นายสงวนไม่ได้อ้างว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่อยากเห็นชุมชนพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

เกษตรกรสวนผสมไม่หวั่นสงคราม

สรุปว่า

ในยามที่ข่าวสงครามและกระแสกักตุนอาหารสร้างความกังวลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย เรื่องราวของนายสงวนสัตย์ สะท้อนอีกมุมหนึ่งของการรับมือกับความไม่แน่นอน เขาไม่ได้วิ่งไล่ซื้อของเก็บไว้เต็มบ้าน แต่เลือกใช้เวลาหลายปีค่อย ๆ สร้างระบบอาหารขนาดย่อมบนผืนดินของตนเอง

วันนี้ครอบครัวของเขาอาจไม่ได้ร่ำรวย แต่มีความมั่นคงทางอาหาร และความสบายใจที่เงินซื้อไม่ได้ บางทีคำตอบของความกลัว อาจไม่ใช่การกักตุนชั่วคราว แต่เป็นการปลูกความพร้อมระยะยาวทีละต้น ทีละแปลง อย่างที่เขาทำอยู่นั่นเอง.

By Ly Pop

ทันข่าวใหม่ ใส่ใจรายละเอียด ไม่พลาดทุกชั่วโมง