ตำนานเสือสมิง จากคำบอกเล่าชาวบ้านป่าในอดีต
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราวสี่สิบถึงห้าสิบปีก่อน
ในช่วงที่ความเจริญยังไปไม่ถึงทุกพื้นที่ ตัวเมืองอาจมีไฟฟ้า มีถนน แต่รอบนอกยังเป็นป่าเขา ลำห้วย และทางดินที่ต้องอาศัยความคุ้นเคยจึงจะเดินทางได้
ในยุคนั้น ป่าไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิต
แต่เป็นที่ทำกิน เป็นที่อยู่อาศัย และเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าซึ่งไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจริงหรือไม่จริง
หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงเสมอ
คือเรื่องของ “เสือสมิง”
ป่าในวันวาน เมื่อมนุษย์ยังต้องเกรงใจผืนดิน
คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนเล่าว่า
ป่าสมัยก่อนมีชีวิต กลางคืนไม่เคยเงียบ มีทั้งเสียงสัตว์ เสียงใบไม้ และเสียงบางอย่างที่แยกไม่ออกว่าเป็นอะไร
ผู้ชายหลายคนยังต้องเข้าป่าหาเลี้ยงครอบครัว
เด็ก ๆ โตมากับคำเตือนว่า บางที่ห้ามเข้า บางเสียงห้ามขานรับ
พื้นที่หนึ่งที่ถูกเลี่ยงมากที่สุด คือป่าดงทึบทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ป่าหลง”
ฝันเห็นเสือ ลุงคง พรานเก่าผู้เคยพบเจอสิ่งที่อธิบายไม่ได้
ลุงคง เป็นพรานเก่าที่คนในหมู่บ้านให้ความเคารพ
ไม่ใช่เพราะฝีมือการล่าสัตว์ แต่เพราะแกเป็นคนไม่ค่อยพูด และไม่เคยเล่าอะไรเกินจริง
แกเล่าว่า ตอนยังหนุ่ม เคยเข้าป่าหลงกับเพื่อนพรานอีกสองคน
ตั้งใจจะไปดักสัตว์ตามรอยที่พบก่อนหน้า
คืนแรกผ่านไปอย่างปกติ
แต่คืนที่สอง ใกล้สว่าง ทุกคนได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ
เสียงนั้นเหมือนคนแก่ เสียงเบา เรียบ
เหมือนคนหลงป่า เรียกให้ช่วย
เพื่อนพรานคนหนึ่งกำลังจะลุกไปดู
แต่ลุงคงดึงแขนไว้แล้วบอกว่า เสียงแบบนี้ไม่เหมือนคน
ไม่นาน เงาดำขนาดใหญ่ก็โผล่ออกมาจากแนวไม้
ลำตัวยาว ขนลายชัด ดวงตาสะท้อนแสงไฟแดงวาว
ลุงคงบอกว่า สิ่งที่ทำให้จำไม่ลืม
คือช่วงที่มันยืนตัวตรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดตัวลงเป็นเสือ และหายไปในความมืด
รอยเท้าที่ไม่ควรจะอยู่คู่กัน
เช้าวันถัดมา ชาวบ้านที่ตามขึ้นไปดูพบรอยเท้า
รอยเสือขนาดใหญ่ เดินเคียงไปกับรอยเท้าคน
บางช่วง รอยทั้งสองซ้อนทับกันพอดี
เหมือนเป็นรอยของสิ่งเดียวกัน
หลังจากวันนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าผืนนั้นอีก
แม้แต่พรานที่เคยชำนาญพื้นที่
ฝันเห็นเสือ เสียงของชาวบ้าน ผู้ร่วมยุคกับตำนาน
ยายแสง คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน เล่าว่า
สมัยนั้นข่าวสารเดินช้า แต่เรื่องเสือสมิงกลับแพร่ไปเร็ว
ใครที่เคยอ้างว่าเจอ มักไม่อยู่ในป่านาน
บางคนเลิกเป็นพราน บางคนย้ายออกจากพื้นที่ไปเลย
ลุงมานะ อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า
มีคนหายไปจริง ๆ ในป่าหลง และไม่เคยพบร่องรอยอีก
คนสมัยก่อนจึงไม่ใช้คำว่าหาย
แต่พูดกันว่า ป่าเอาไป
มุมมองจากพระเฒ่า เมื่อเรื่องเล่าถูกมองผ่านธรรม
พระครูบุญธรรม พระเฒ่าที่จำพรรษาอยู่ในวัดชายป่า
เคยสอนชาวบ้านไว้ว่า
เสือสมิงอาจไม่ใช่แค่สัตว์
แต่อาจเป็นผลของจิตที่ผูกติดกับป่า ด้วยความโลภ ความแค้น หรือความหลง
ท่านไม่ได้ยืนยันว่าเรื่องนี้มีจริงหรือไม่
เพียงแต่บอกว่า ทุกตำนานมักมีเงาของความจริงอยู่เสมอ
ตัวเลขที่หลุดจากคำบอกเล่า
คนที่เคยอยู่ในยุคนั้นเล่าว่า
เวลาเอาเรื่องเสือสมิงมานั่งคุยกันจริง ๆ ไม่มีใครพูดเป็นเรื่องเป็นราว
พอถามย้อนถามซ้ำจากหลายปากเข้า
เลขบางตัวมันจะโผล่มาเอง
3 4 5 9
ไม่มีใครตั้งใจจด
ไม่มีใครกล้าฟันธง
แค่ทุกครั้งที่เลขพวกนี้ถูกเอ่ยถึง บทสนทนามักจะเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย
สรุปว่า
ตำนานเสือสมิงอาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แต่ในวันที่ป่ายังเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์
เรื่องเล่าบางเรื่อง ก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไร้ที่มา



